บทที่ 11 ไม่ใช่อย่างที่คิด
ตอนที่ 11 ไม่ใช่อย่างที่คิด
“แล้วพรุ่งนี้จะไปสมัครงานที่ไหน” ภารัญพยักหน้าไปยังกองเอกสารจำพวกสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน วุฒิการศึกษา ที่มนตกานต์กำลังสอดมันใสลงไปในแฟ้มพลาสติกใส
“บริษัทเอเค เรียลเอสเตรท ค่ะ” สาวน้อยวิ่งถือโทรศัพท์มือถือมายื่นให้สามีดู ภารัญเหล่หางตาปรายมองหน้าจอโทรศัพท์นั้นครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ เป็นเชิงรับรู้
“คิดว่าจะได้งานไหม” ภารัญตั้งคำถามภรรยาสาวทันที
“หนูคิดตลอดแหละค่ะว่าจะได้”
“แล้วเธออยากทำงานที่นี่จริงหรือ”
“ค่ะ คุณดูนี่สิคะ สวัสดิการดีมาก ๆ เลย”
มนตกานต์กระโดดขึ้นไปบนเตียงแล้วคลานไปนั่งลงข้างสามี นิ้วชี้จิ้มลงไปยังหน้าจอโทรศัพท์มือถือแล้วไล่ไปตามหัวข้อสวัสดิการของพนักงานประจำ หากได้รับการบรรจุแล้ว มีทั้งประกันสังคม ประกันกลุ่ม เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ วันหยุด วันลา เบี้ยขยัน โบนัสปลายปี
“อืม บริษัทนี้ดีจริง ๆ นั่นแหละ” ยิ้มพอใจถูกภารัญอมเอาไว้ตรงมุมปาก
“คุณภารัญคะ หนูต้องทำยังไงเขาถึงจะรับหนูเข้าทำงานคะ” คนไม่มีประสบการณ์เอ่ยขอคำแนะนำ
“ส่วนมากการตัดสินใจรับพนักงานใหม่ มักอยู่ในขั้นตอนการสอบสัมภาษณ์ การตอบคำถาม ถ้าช่วงนั้นเธอทำได้ดีฉันว่าพรุ่งนี้คงไม่มีปัญหาอะไร”
“แล้วหนูต้องตอบยังไง คนที่เขาสัมภาษณ์เขาถึงจะชอบ แล้วรับหนูเข้าทำงาน”
“เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวคืนนี้เธอมาซ้อมสัมภาษณ์งานกับฉัน แบบนี้ดีหรือเปล่า”
ภารัญใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง ในการสวมบทบาทเปลี่ยนจากสามีเป็นเจ้าหน้าที่สอบสัมภาษณ์ โดยมีภรรยานั่งตอบคำถามทุกข้ออย่างตั้งใจ จนเมื่อเขามั่นใจว่ามนตกานต์ท่องจำและเข้าใจในข้อมูลหลักอันมีความสำคัญ ตามที่ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลทั่วไปต้องการ เขาจึงพูดให้กำลังใจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้มนตกานต์เพิ่มเติม
“ถ้าหนูได้งานจริง ๆ หนูจะตำน้ำพริกกะปิให้คุณ เป็นการตอบแทนนะคะ”
“ฮึ ฮึ โอเค ฉันจะรอกิน ไปนอนได้แล้ว” ภารัญเผลอหลุดหัวเราะออกมา พยักหน้ารับรู้ถึงรางวัลใหญ่ที่เขาจะได้รับ จากนั้นหันไปกดสวิตช์ปิดไฟ ล้มตัวลงไปนอนเคียงข้างภรรยา
“สิระ วันนี้มีการสัมภาษณ์รับพนักงานใหม่ใช่หรือเปล่า” ภารัญเงยหน้าขึ้นมาถามเลขานุการส่วนตัว
“ครับ ทุกวันจันทร์สัปดาห์แรกและสัปดาห์ที่สามของเดือน ฝ่ายบุคคลจะเรียกคนมากรอกใบสมัครแล้วสัมภาษณ์พนักงานใหม่”
“นายช่วยลงไปดูให้ทีนะ”
“คุณภารัญมีอะไรหรือเปล่าครับ”
“คนที่ชื่อมนตกานต์น่ะ พอดี...เป็นลูกสาวเพื่อนสนิทของคุณแม่ ถ้าไม่คุณสมบัติหรือทักษะต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์มากจนเกินไป ช่วยหาแผนกอะไรว่าง ๆ ให้เธอด้วย”
“นั่นเสียงใครร้องเพลงในครัว หือ” คุณหญิงเพียงเพ็ญเดินมาชะโงกหน้าเข้าไปภายในห้องครัวใหญ่ เห็นแม่ครัว แม่บ้านยืนสาละวนจัดเตรียมอาหาร หากแต่หนึ่งในนั้นคือลูกสะใภ้เสียงหวานที่กำลังนั่งโขลกสากหินลงไปในครกพร้อมกับร้องเพลงเจื้อยแจ้ว
“คุณกานต์ค่ะ ไม่รู้ว่าอารมณ์ดีอะไรมา”
“เห็นอย่างนี้แล้วฉันค่อยสบายใจหน่อย อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าหนูกานต์กำลังมีความสุข ฉันยังห่วงว่าพอแต่งงานกับตารัญแล้ว ทั้งสองคนจะมึนตึงใส่กันซะอีก”
“เอ๊ะ เสียงรถคุณภารัญมาแล้ว” เสียงครกหินขาดช่วงทิ้งระยะหายไปเมื่อเสียงรถยนต์คันใหญ่แล่นเข้ามาจอดเทียบอยู่หน้าบ้าน
มนตกานต์ทิ้งสากหินในมือกระโดดแผล่ววิ่งออกจากครัวพุ่งไปหาสามีทันที ภารัญมองภรรยายิ้มร่าวิ่งถลาตรงมาทางตนเอง ก่อนจะรีบอ้าแขนรับเพราะเห็นว่ามนตกานต์ไม่ได้ชะลอความเร็วของเท้าเลยสักนิด
“คุณภารัญ หนูได้งานแล้ว หนูได้งานแล้ว หนูดีใจที่สุดเลย” แขนเรียวกอดรัดรอบร่างที่ยืนปักหลักมั่น ดวงตาหวานช่อยเชยเงยขึ้นมาประสานสายตาเขาอย่างมีความสุข
“อย่างนั้นเหรอ ดีใจด้วยนะ”
“ขอบคุณนะคะ ถ้าเมื่อคืนนี้คุณไม่ซ้อมสัมภาษณ์ให้ หนูคงตอบคำถามพวกเขาไม่ได้แน่”
“อย่างนั้นเหรอ เขาถามคำถามที่ฉันบอกเธอไปเหรอ” ภารัญแกล้งตีหน้าซื่ออย่างแนบเนียน
“ค่ะ ถามเหมือนที่คุณบอกเป๊ะเลย” นิ้วเล็กยกขึ้นมาดีดใส่กันเสียงดังเป๊าะ
“อย่างนี้ฉันก็จะได้กินน้ำพริกกะปิฝีมือเธอแล้วสิ”
“ค่ะ หนูกำลังตำน้ำพริกอยู่ คุณภารัญขึ้นไปอาบน้ำก่อนนะคะ เดี๋ยวกับข้าวเสร็จแล้วหนูวิ่งขึ้นไปเรียก”
“เห็นอย่างนี้แล้ว คุณหญิงคงหายห่วงแล้วนะคะ อีกไม่นานคุณหญิงคงได้อุ้มหลานแน่ ๆ” แม่บ้านคนสนิทยืนอมยิ้มแอบมองภาพคู่สามีภรรยาที่ยืนกอดกันอยู่หน้าบ้าน
“ฉันก็หวังอย่างนั้นเหมือนกัน”
โครม !
ภารัญหันขวับมองกลับไปยังบานประตูห้องน้ำ ก่อนจะพุ่งพาตัวเองออกมาเพราะมีลางสังหรณ์อะไรบางอย่าง บนพื้นห้องนั้นมนตกานต์นั่งขดตัวงอ ร้องโอย ๆ สองมือกุมลงไปบีบบิดปิดของสงวน
“โอ๊ยยยยย ซี๊ดดดด” หน้าแดงบิดเบี้ยวเหยเกด้วยความเจ็บปวด
“หนูกานต์” ภารัญก้มลงไปประคองร่างงองุ้มนั้นให้ลุกขึ้นมาจากพื้น
“โอยยยย จิ๋มพังหมดแล้ว ยังไม่ได้ใช้งานเลย”
“แล้วใครใช้ให้วิ่งอย่างนี้เล่า คราวหน้าค่อย ๆ เดินสิ”
“ก็หนูรีบนี่”
“เจ็บมากหรือเปล่า ให้ฉันพาไปโรงพยาบาลไหม”
“หนูจะเป็นหมันไหมคะ”
“เอ่อ...ฉันจะไปรู้ได้ยังไงเล่า” สายตาประหม่าเบนหลบไม่กล้ามองลงไปยังจุดเกิดเหตุตรง ๆ ยัยเด็กนี่ก็ช่างกระไร ขยันเอาส่วนสำคัญไปชนนั่นชนนี่อยู่เรื่อย
คุณหญิงเพียงเพ็ญพร้อมคนรับใช้ในบ้านสามสี่คน หันไปมองท่าเดินอันผิดแผกแปลกประหลาดของมนตกานต์ ขาสองข้างเดินหนีบบิดไปบิดมา มือสั่นกำกระโปรงเอาไว้แน่น
“หนูกานต์ เป็นอะไรลูกแล้วหายไปไหนกันมาตั้งนาน กับข้าวเย็นหมดแล้ว” คุณหญิงเพียงเพ็ญมองท่าเดินของลูกสะใภ้ก่อนจะหันไปขมวดคิ้วถามลูกชาย
“หนูขึ้นไปตามคุณภารัญค่ะ” สาวน้อยเดินมาหยุดอยู่ยังเก้าอี้ประจำ ซึ่งมีภารัญเดินตามมาลากเก้าอี้ถอยห่างออกมาจนเกิดช่องว่างพอให้ภรรยาขยับเข้าไปนั่ง
“โอยยยยย” เสียงอ่อยสั่นครวญสะท้านออกมา
“หนูกานต์เป็นอะไรลูก”
“เจ็บจิ๋มค่ะ”
“คุณพระ!!” แม่บ้าน แม่ครัว คนรับใช้ประสานเสียงอุทานออกมาพร้อมกัน ใบหน้าหันพุ่งไปยังภารัญเป็นตาเดียว
“ไม่ใช่นะ”
